เรื่องราวการสร้างเมืองหริภูญไชยนั้น กล่าวไว้ว่า หริภูญไชยได้ถูกสร้างขึ้นโดยฤาษีวาสุเทพ
และได้อัญเชิญพระนางจามเทวีขึ้นครองเมืองแห่งนี้ โดยต่อมาพระนางจามเทวีได้ให้กำเนิดพระโอรสขึ้น
2 พระองค์ โดยองค์หนึ่งครองเมืองหริภูญไชยสืบต่อจากนาง อีกองค์หนึ่งไปสร้างเมืองเขลางค์นคร
(เมืองลำปาง) ขึ้นใหม่ ศาสตราจารย์ G. Coedes ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองแห่งนี้
ได้สันนิษฐาน การครองนครแห่งนี้ของพระนางจามเทวี อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่
14
หลักฐานจารึกบางอย่างแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมเมืองหริภูญไชยเป็นแบบมอญ
ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมอญในภาคกลางของประเทศไทย และในภาคใต้ของพม่า โดยอ้างอิงข้อความใน " ชินกาลมาลีปกรณ์" ที่ระบุว่า เมื่อพระเจ้ากัมพลครองราชสมบัติอยู่
ได้เกิดอหิวาตกโรคขึ้น ชาวเมืองทั้งหมดไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ได้
จึงอพยพไปยังสุธรรมนคร (สะเทิม ประเทศพม่า) แต่ก็ถูกกษัตริย์เมืองพุกาม ในประเทศพม่า
รบกวนรังแก ชาวหริภูญไชยจึงย้ายหนีไปยังเมืองหงสาวดี เมื่อไม่มีอหิวาตกโรคในเมืองหริภูญไชยอีกต่อไป
คนทั้งหมดจึงกลับมายังเมืองแห่งนี้อีกครั้ง
จากหลักฐานทางศิลปกรรม สันนิษฐานได้ว่าศิลปะแบบหริภูญไชยน่าจะเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในช่วงที่ผู้คนอพยพกลับมาจากเมืองหงสาวดีในพม่า
ไปจนถึงช่วงที่สูญเสียอำนาจการปกครองให้แก่พระเจ้าเม็งราย กษัตริย์ล้านนา
คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกันกับความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรพุกาม
ในประเทศพม่า
|

ศิลปะแบบหริภูญไชย อายุราวพุทธศตวรรษที่
17
พระพุทธรูปทำจากปูนปั้น พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระพักตร์เหลือบลงต่ำ
มีเส้นขีดเป็นพระมัสสุเหนือริมพระโอษฐ์ด้านบน ปลายเรียวงอขึ้น
|

ศิลปะแบบหริภูญไชย อายุราวปลายพุทธศตวรรษที่
16
เศียรพระพุทธรูปนี้เป็นแบบมอญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พระปรางเป็นโหนกสูง พระขนงเป็นรูปปีกกาติดต่อกัน พระเกตุมาลาสูง เม็กพระศกเป็นขมวดทรงเกลียวแหลม
|
|
|

ศิลปะแบบหริภูญไชย อายุราวพุทธศตวรรษที่
17
พระพุทธรูปทำจากปูนปั้น พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระพักตร์เหลือบลงต่ำ มีเส้นขีดเป็นพระมัสสุเหนือริมพระโอษฐ์ด้านบน
ปลายเรียวงอขึ้น เศียรพระพุทธรูปนี้ มีลักษณะคล้ายเศียรพระพุทธรูปทะเบียนเลขที่
134/18 จากพิพิธภัณฑ์หริภูญไชย จังหวัดลำพูน |
ศิลปะกรรมที่ลำพูนก่อนพุทธศตวรรษที่
17
หลักฐานทางศิลปกรรมที่พบในจังหวัดลำพูน ซึ่งมีอายุก่อนพุทธศตวรรษที่ 17
ส่วนใหญ่ได้แก่พระพุทธรูป และสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 หมวดใหญ่ ๆ ดังนี้
หมวดที่ 1 แสดงถึงศิลปะอินเดียแบบปาละ พระพุทธรูปในหมวดนี้ โดยส่วนใหญ่มักสลักด้วยหินศิลา
มีแผ่นประภามณฑลอยู่เบื้องหลัง ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระพักตร์กลม พระขนงเป็นเส้นโค้ง
พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย เม็ดพระศกมีขนาดใหญ่ พระพุทธรูปในหมวดนี้
ซึ่งต่อมาได้มีอิทธิพลไปยังศิลปะล้านนาในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 17 หรือที่เราเรียกกันอย่างกว้างขวางว่า "พระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง" นั่นเอง
หมวดที่ 2 แสดงถึงศิลปะมอญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธรูปในหมวดนี้ส่วนใหญ่หล่อด้วยสำริด
และมีบ้างที่พบเป็นพระพิมพ์ ลักษณะโดยทั่วไปมักประทับนั่งสมาธิราบ พระพักตร์แบน
พระปรางเป็นโหนกสูง พระขนงต่อกันเป็นเส้นตรง พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา
เม็ดพระศกเป็นขมวดแหลม พระพุทธรูปในหมวดนี้ให้อิทธิพลแก่พระพุทธรูปมอญในรุ่นต่อไป
|
|

ศิลปะแบบหริภูญไชย อายุราวพุทธศตวรรษที่
18
พระพุทธรูปองค์นี้ พระนลาฏโหนก พระขนงยาวต่อกัน พระนาสิกแบนกว้าง
ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธรูปมอญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
|
ศิลปะกรรมที่ลำพูนระหว่างพุทธศตวรรษที่
16 - กลางพุทธศตวรรษที่18
ประติมากรรมที่สร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ได้แสดงลักษณะเฉพาะของศิลปะหริภูญไชย
ซึ่งสืบเนื่องมาจากศิลปะมอญช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 17
หมวดที่ 1
มักสร้างพระพุทธรูปด้วยศิลาแลง พระพุทธรูปหมวดนี้มีลักษณะ พระพักตร์ค่อนข้างยาว
พระนลาฏโหนก พระนาสิกแบน ปลายบานใหญ่ พระเนตรโปนและเหลือบลงต่ำ พระโอษฐ์ใหญ่หนา
เม็ดพระศกแหลม และมีขอบพระเกศา เศียรพระพุทธรูปในหมวดนี้มีสีหน้าขมึงถึงดุร้าย
พระพุทธรูปในหมวดนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปแบบมอญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 และพระพุทธรูปอีกแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะที่จะคลี่คลายไปสู่พระพุทธรูปในหมวดต่อไป
แต่ยังมีความใกล้เคียงกับพระพุทธรูปในหมวดที่ 1 เพียงแต่มีรายละเอียด และความประณีตมากกว่าปูนปั้น
เนื่องจากทำด้วยดินเผา โดยลักษณะพิเศษของกลุ่มศิลปะนี้คือ มีการเน้นเส้นลวดลายที่คมชัด
|
|
|

ศิลปะแบบหริภูญไชย อายุราวพุทธศตวรรษที่
17
เศียรพระพุทธรูปมีลักษณะค่อนข้างแบน พระขนงเป็นเส้นนูนต่อกัน เม็ดพระศกเป็นขมวดแหลมสูง
มักถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประดับซุ้มต่าง ๆ ของเจดีย์
|
หมวดที่ 2
พระพุทธรูปหมวดนี้ทำจากดินเผา ส่วนใหญ่ใช้ประดับซุ้มเจดีย์ ลักษณะโดยทั่วไป
พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม เม็ดพระศกมีลักษณะแหลม รูปพระเศียรแบน และบานออก
พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกแบนใหญ่ พระโอษฐ์หนา พระพุทธรูปในหมวดนี้มีอายุราวปลายพุทธศตวรรษที่
17 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 18
พระพุทธรูปในหมวดนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรในภาคกลางของประเทศไทย เพราะในระยะเวลานั้น
ดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน ตกอยู่ในอำนาจของอาณาจักรเขมร โดยมีเมืองละโว้เป็นเมืองลูกหลวง
หลักฐานทางศิลปะกรรมที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างหริภูญไชยกับละโว้ไว้อย่างแน่ชัด
ได้แก่พระพิมพ์ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับศิลปะเขมรแบบนครวัด
|
|
|
|
คำอธิบายภาพด้านซ้าย
ศิลปะแบบหริภูญไชย อายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18
กลางพระนลาฏมีอูรณรูปกลม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบปาละ
และยังสามารถสังเกตลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปองค์นี้ได้
จากจีวรแบบริ้วที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดีย แบบคุปตะด้วย
พระพุทธรูปแบบนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับ พระพิมพ์แบบพุทธคยา
นั่นเอง
พระพุทธรูปหมวดนี้มีสีพระพักตร์อ่อนหวาน แต่ห่างไกลจากธรรมชาติของมนุษย์กว่าหมวดก่อน
เช่นใบหน้ามีกล้ามเนื้อและริ้วรอยน้อยลง พระพุทธรูปในหมวดนี้เปรียบเป็นพระพุทธรูปรุ่นสุดท้ายของศิลปะมอญ
ของนครหริภูญไชย
|
|


พระพิมพ์ลักษณะนี้แสดงถึงการรับเอาอิทธิพลมาจากศิลปะเขมร
แบบบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18
|
หมวดที่ 3
พระพุทธรูปที่พบมีลักษณะพระพักตร์สั้น เม็ดพระศกเล็ก พระขนงเป็นรูปปีกกาติต่อกัน
พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกเล็ก พระโอษฐ์บาง สีพระพักตร์ดูอ่อนนุ่มกว่าหมวดอื่น
ๆ
อีกทั้งพระพิมพ์ส่วนใหญ่ในหมวดนี้ มักเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องเหนือสิงหอาสนะ
มีพระพุทธรูปอีก 2 องประทับนั่งเคียงข้าง เบื้องหลังเป็นซุ้ม เหนือซุ้มเป็นอาคารปราสาทซ้อนกันเป็นชั้น
ๆ ใกล้เคียงกับเจดีย์เหลี่ยมในวัดพระธาตุหริภูญไชย สำหรับประติมากรรมในหมวดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะเขมรแบบบายน
โดยสังเกตุได้จากพระพิมพ์บางพิมพ์ของจังหวัดลำพูน ที่สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยนั้น
|
สำหรับนครหริภูญไชย เป็นนครที่มีความเจริญแห่งสุดท้าย ของอาณาจักรมอญโบราณในประเทศไทย
ซึ่งหลังจากนั้นได้สูญเสียเอกราชให้พระเจ้าเม็งราย กษัตริย์แห่งนครล้านนา
ในปี พ.ศ. 1836 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของอาณาจักรมอญโบราณ และเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรล้านนาที่ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในเวลาต่อมา |